Geoff Zanelli – Outlander

Posted in Geoff Zanelli, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , on 04/02/2010 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01 Setting The Trap
02 Gunnar’s Raid
03 The Moorwen Genocide
04 Tell Me About Your Dragon
05 Gods Be With You
06 Crash Landing
07 Kainan’s Capture
08 Interrogating Kainan
09 Herot Town – 709 AD
10 Now You Look Like A Viking
11 It Was A BEAR
12 That Was NOT A Bear
13 Into The Moorwen Lair
14 Killing The Beast
15 Kainan Becomes King

COMING SOON! (มีนาคมนี้)

Various Artists – OMFGG: Original Music Featured On Gossip Girl No. 1

Posted in Soundtrack Reviews, Various Artists ด้วยแท็ก , , , , , , , , on 19/01/2010 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01. Sour Cherry
The Kills
02. Do You Wanna
The Kooks
03. Do The Panic
Phantom Planet
04. Feeling Better
The Teenagers
05. One Week Of Danger (Demo Version)
The Virgins
06. Got Your Number
Nadia Oh
07. Crimewave
Crystal Castles
08. Fight Song
The Republic Tigers
09. Cities In Dust
Junkie XL
10. We Started Nothing
The Ting Tings
11. Breakfast In NYC
Oppenheimer
12. Three Wishes
The Pierces
13. Hard To Live In The City
Albert Hammond Jr.

จากผู้สร้างซีรี่ย์ส The O.C. สู่ซีรี่ย์สดราม่าเรื่องใหม่มาแรงทาง CW ที่สร้างจากหนังสือชุดสุดฮิตของเหล่าวัยรุ่นในชื่อเดียวกัน เรื่องราวของซีรี่ย์สเกี่ยวกับชีวิตกลุ่มนักเรียนไฮโซ (และไม่ไฮโซ) ในย่าน Upper East Side นคร New York โดยมีตัวละครหลักที่มีเอกลักษณ์ต่างกันไป ได้แก่ Serena, Blair, Nate, Chuck, Dan, Jenny และ Vanessa ซึ่งนอกจากความแสบใสไฮโซประสาวัยรุ่นทั้งเรื่องรักๆใคร่ๆ การชิงดีชิงเด่น การโจมตีกันด้วยข่าวลือต่างๆผ่านบล็อก Gossip Girl ซีรี่ย์สเรื่องนี้ยังได้เปิดโลกของเหล่าไฮโซให้ผู้ชมได้สัมผัสไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น งานสังสรรค์ และค่านิยมพร้อมสาระดีๆ (และไม่ดี) เช่น มิตรภาพเพื่อนแท้ การเลือกคบเพื่อน การไม่ลืมตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เป็นต้น
แน่นอนว่าส่วนของเพลงที่คัดสรรมาใช้ประกอบฤดูกาลแรกของซีรี่ย์สที่อยู่ในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นเพลง Pop / Rock / Techno จากศิลปินหน้าใหม่มาแรงเพื่อเอาใจวัยรุ่น (อเมริกัน) ล้วนๆ
สำหรับผม แม้จะเป็นแฟนซีรี่ย์สเรื่องนี้คนหนึ่งแต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่าตอนที่เขียนรีวิวนี้ผมแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเพลงไหนถูกนำมาใช้ในตอนไหนของซีรี่ย์ส (เนื่องด้วยความที่เพลงมันเยอะกว่าที่ใส่มาในอัลบั้มนี้เหลือเกิน) อย่างไรก็ดีชื่อของแต่ละเพลงก็ล้วนสื่อถึงสาระความสนุกบางส่วนเกี่ยวกับซีรี่ย์สอยู่แล้ว จะมีเพลงอะไรบ้าง เราลองมาดูกันเลยครับ
เปิดอัลบั้มด้วย Sour Cherry ของ The Kills เพลงที่เปรี้ยวสมชื่อทั้งเสียงร้องและจังหวะดนตรีสังเคราะห์สุดเร้าใจ แค่นี้ก็น่าจะเป็นการอุ่นเครื่องให้คุณพร้อมสำหรับความมันส์ที่จะตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
มันส์กันต่อด้วยความเป็น Rock ใน Do You Wanna ของ The Kooks เพลงสำหรับหนุ่มๆที่เนื้อร้องเน้นตอกย้ำประเด็น “ความต้องการ (เมคเลิฟ)” เสียเหลือเกิน
จุดพักชั่วคราว Do The Panic ของ Phantom Planet กับอารมณ์ที่เบาๆลงมาหน่อย ซึ่งโดดเด่นในส่วนของเสียงกีตาร์ที่ฟังเพลินไม่ใช่น้อย Feeling Better ของ The Teenagers เพลงที่ฟังดูสนุกแบบเป็นกันเองแถมยังโปรโมทชื่อวงแบบโต้งๆซะด้วย (สงสัยจะเอาใจแฟนคลับ)
One Week of Danger (Demo Version) ของ The Virgins เพลงมันส์ๆเพี้ยนๆที่ฟังดูเป็นกันเองพร้อมเนื้อหาที่แอบติดเรตนิดๆ Got Your Number ของ Nadia Oh เพลงสำหรับสาวๆโดยเฉพาะกับความค่อนข้างเรียบง่ายทั้งในส่วนของเนื้อร้องและดนตรีแต่นั่นก็เป็นข้อได้เปรียบให้เพลงนี้ฟังติดหูเช่นกัน
Crimewave ของ Crystal Castles เพลง Techno พาเพลินที่โดดเด่นในการใช้พวกอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยสร้างความแปลกให้เสียงร้องและดนตรีได้แนวจริงๆ
Fight Song เพลงเนื้อหาสุดเว่อร์ของ The Republic Tigers นี้คือเพลงที่ผมชอบมากที่สุดในอัลบั้มทั้งเสียงร้องฟังเพลินหูและทำนองดนตรีอันสนุกสนาน
Cities In Dust ของ Junkie XL ทั้งเสียงร้องและดนตรีที่ใส่มาเต็มที่ทั้งคู่ นี่คือ ความมันส์สะใจแบบเต็มเหนี่ยวของอัลบั้มที่ชวนแดนซ์กันโดยไม่ต้องสงสัย
ผ่อนอารมณ์ด้วยความน่ารักแบบเริ่ดๆของ The Ting Tings ในเพลง We Started Nothing แล้วต่อด้วยอีกหนึ่งเพลงดีๆที่อาจทำให้คุณนึกถึง Vanessa และร้านกาแฟเล็กๆที่เธอทำงานในเพลง Breakfast In NYC ของ Oppenheimer กับความสดใสเฉกเช่นเช้าวันใหม่ใน New York ให้คุณได้เตรียมพร้อมกับเรื่องสนุกๆในวันนี้
หลังจากเบาๆกันมา 2 เพลงแล้วจะเบาลงอีกหน่อยคงไม่เสียหายอะไรใน Three Wishes ของ The Pierces เพลง Ballad กับความหวานและความรู้สึกเหมือนล่องลอยที่ไพเราะจับใจเสียจริงๆ
มาถึงคิวสุดท้าย Hard to Live In the City ของ Albert Hammond Jr. เพลง Rock อ่อนๆพร้อมลีลาที่เก๋ไม่เบาแถมความเป็นเพลง Jazz ในช่วงท้ายอีกต่างหาก โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงปิดที่แสนจะยอดเยี่ยมของอัลบั้มคงหนีไม่พ้นความหมายดีๆของเนื้อร้องที่เชื่อมโยงไปยังบทสรุปความรักแบบกั๊กๆของตัวละครในซีซั่นแรกนั่นเอง
OMFGG คือ อัลบั้มที่สะท้อนความเป็นซีรี่ย์สได้อย่างที่ควรซึ่งเหมาะสำหรับแฟนๆซีรี่ย์สและผู้ฟังที่ต้องการเติมความหรูหรา+สีสันและความครึกครื้นของงานปาร์ตี้ให้แก่ชีวิตครับผม

Ulbuzz
(Mp3 / VBR)

Craig Armstrong – World Trade Center

Posted in Craig Armstrong, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , on 13/01/2010 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01. World Trade Center Cello Theme
02. World Trade Center Piano Theme
03. New York Awakes
04. The Drive Downtown
05. Rise Above The Towers
06. World Trade Center Choral Piece
07. John & Donna Talk About Their Family
08. Ethereal
09. John’s Woodshed
10. Marine Arrives At Ground Zero
11. Will And Allison In The Hospital
12. Allison At The Stoplight
13. Jimeno Sees Jesus
14. John And Will Found, Will Ascends
15. John’s Apparition
16. John Rescued, Resolution
17. Elegy
18. Ethereal Piano Coda

ภาพยนตร์ดราม่าของผู้กำกับ Oliver Stone ที่บอกเล่าเหตุการณ์จริงอีกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2001 เมื่อเช้าวันสดใสของ New York เปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ผู้คนลืมไม่ลง เมื่อเครื่องบินพาณิชย์ลำแรกที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ชนตึก World Trade Center เจ้าหน้าที่ตำรวจ John McLoughlin (Nicolas Cage) และ Will Jimeno (Michael Pena) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ PAPD คนอื่นๆขับรถจากใจกลางเมือง Manhattan เพื่อไปทำภารกิจช่วยเหลือที่ตึก World Trade Center แต่แล้วเครื่องบินลำที่สองก็ชนตึกแฝดที่พวกเขาเข้าไปทำให้ตึกถล่มอย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากที่ World Trade Center เหลือเพียงซากคอนกรีตและโลหะหักงอ McLoughlin และ Jimeno คือ ผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากเหล่านั้น ทั้งคู่บาดเจ็บและไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ยิ่งทั้งคู่อยู่ลึกลงไปในซากตึกถึง 20 ฟุต ทั้งคู่ได้เพียงพูดถึงครอบครัวอันเป็นที่รักซึ่งอาจเป็นสิ่งล้ำค่าเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขาแกร่งพอที่จะอดทนรอความช่วยเหลือที่ยิ่งนานก็ยิ่งดูริบหรี่เต็มที
สิ่งที่กระตุ้นส่งเสริมให้หนังมีความหนักแน่นในประเด็นของครอบครัว ความรัก และการมีชีวิตอยู่ซึ่งกินใจคนดูได้ไม่ใช่น้อยนอกจากการฝีมือของเหล่านักแสดง ก็คงหนีไม่พ้นดนตรีที่แสนจะได้อารมณ์ของ Craig Armstrong นั่นเอง
สำหรับดนตรีประกอบเรื่องนี้ Craig Armstrong ได้เลือกสร้างสรรค์ดนตรีที่ฟังดูหดหู่และสิ้นหวังแต่ขณะเดียวกันก็มีความหวังซ่อนอยู่ ผ่านดนตรีออเคสตร้าโดยเฉพาะเครื่องสาย และแน่นอนเปียโนซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเพลงของ Armstrong พร้อมเสริมบรรยากาศเสมือนจริงผ่านเสียงสังเคราะห์
เปิดตัวด้วยสองธีมหลักเด็ดๆของอัลบั้ม โดยตัวแรก World Trade Center Cello Theme สื่อถึงความโศกเศร้าหลังเหตุการณ์ 9/11 อย่างถึงอารมณ์ผ่านเสียงเชลโล่ท่ามกลางบรรยากาศล่องลอยอันแสนจะหดหู่ ธีมตัวที่สอง (หลายคนน่าจะจำเสียงเปียโนจาก Trailer กันได้) World Trade Center Piano Theme แม้ดนตรีจะฟังดูหดหู่ไม่แพ้ธีมแรกแต่ก็แฝงไปด้วยท่วงทำนองสวยงามที่เปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังผ่านเปียโนและเสียงสังเคราะห์ซึ่งช่วยประคองอารมณ์ทั้งสองส่วนของตัวเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม
สบายๆ อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่สวยงามเช่นทุกวัน New York Awakes เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนเพราะๆและบรรยากาศลอยๆฟังสบาย แต่แล้วเสียงเพอคัสชั่นอ่อนๆท้ายเพลงก็บอกเป็นลางว่าบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้น The Drive Downtown และ Rise Above the Towers คือ ดนตรีโทนหม่นสุดสะพรึงตั้งแต่ต้นจนจบกับการเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุการณ์อันเต็มไปด้วยความสูญเสียและแน่นอนว่าดนตรีบางส่วนจาก Cello Theme ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้อารมณ์ในส่วนนี้ได้อย่างดี
World Trade Center Choral Piece อีกหนึ่งของเพลงที่โดดเด่นที่สุดในอัลบั้มกับคอรัสและโซปราโน่ที่ฟังดูโอ่อ่าและชวนขนลุก เสมือนความยิ่งใหญ่ของตึก World Trade Center ที่เหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง Ethereal ดนตรีที่เบาหวิวและเรียบง่ายเช่นเดียวกันคอรัสและเสียงสังเคราะห์อ่อนๆแต่ก็ฟังเอาหลอนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
Marine Arrives at Ground Zero ดนตรีแห่งความว่างเปล่าและความสูญเสียกับช่วงเวลาของการเก็บกวาดซากตึกซึ่งส่งอารมณ์ผ่านเสียงสังเคราะห์และเครื่องสายสุดหม่น Will And Allison In The Hospital เพลงที่ประยุกต์มาจาก Piano Theme อีกทีแล้วเสริมเครื่องสายไปอีกหน่อยซึ่งบอกเล่าช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นของ Will และภรรยา
Jimeno Sees Jesus เพลงประกอบฉากเพ้อฝันที่สุดของเรื่องซึ่งโดดเด่นในส่วนของการเล่นกีตาร์และคอรัสอ่อนๆ John And Will Found, Will Ascends ครึ่งแรกของเพลงคือช่วงเวลาที่เราได้ยินเสียงจาก Piano Theme อีกครั้งดั่งความหวังที่เริ่มปรากฏ หลังจากเสียงสังเคราะห์ที่หนักแน่นช่วงกลางเพลงก็เข้าสู่ครึ่งหลังซึ่งบอกเล่าช่วงเวลาที่ Will ถูกนำตัวขึ้นมาก่อนผ่านเสียงเครื่องสายที่แม้ท่วงทำนองจะยังไม่สดใสนักแต่ก็ฟังดูผ่อนคลายกว่าดนตรีที่ผ่านๆมา
เพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้มแต่ก็โดดเด่นที่สุดเช่นกัน John Rescued, Resolution กับการช่วยเหลือ John ที่ติดอยู่ใต้ซากตึก โดยที่เด็ดของเพลงอยู่การประยุกต์ Piano Theme กับทั้งคอรัส เครื่องเป่า รวมไปถึงการเล่นภาคขยายของ Piano Theme ผ่านเสียงเปียโนที่ได้ยินกันแทบทั้งเพลง ปิดอัลบั้มด้วยสองเพลงที่ประยุกต์จากธีมอย่างเห็นได้ชัด เพลงรองสุดท้าย Elegy คือ การประยุกต์ Cello Theme ซึ่งคราวนี้เน้นการใช้พวกเครื่องสายทั่วไป (ไวโอล่า) แทน อารมณ์ที่ได้ก็ยังคงหดหู่คล้ายๆกันหากแต่นี่คือเพลงจบที่ฟังดูสดใสและให้ความหวังกว่า เช่นเดียวกับคนเราที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพลงปิดอัลบั้ม Ethereal Piano Coda คือ การประยุกต์ Cello Theme และ Piano Theme แบบรวบรัด 2 นาทีด้วยโซโล่เปียโนเหงาๆเบาๆก่อนที่จะจบลงด้วยความเงียบในที่สุด
แม้ดนตรีส่วนใหญ่ของอัลบั้มจะฟังดูคล้ายๆกันเนื่องจากการเล่มธีมหลักซ้ำๆค่อนข้างบ่อย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งในงานเพลงที่ดีที่สุดของ Craig Armstrong อันเปี่ยมล้นไปด้วยความงดงามและความสุนทรีย์ที่เพียงดูหน้าปกอัลบั้มแล้วลองฟังแต่ละเพลงก็รู้สึกได้ ในขณะเดียวกันก็ยังฟังดูคลาสสิคได้ด้วยเช่นกันครับ

Up2U
(Mp3 / 192 kbps)

John Powell – United 93

Posted in John Powell, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , on 13/01/2010 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01. Prayers
02. Pull The Tapes
03. Take Off
04. 2nd Plane Crash
05. Making The Bomb
06. The Pilots
07. The Pentagon
08. Phone Calls
09. The End
10. Dedication

เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 หรือ 9/11 คือ เหตุการณ์วินาศกรรมที่ทุกคนจะไม่มีวันลืมเมื่อเครื่องบินพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาถูกผู้ก่อการร้ายจี้แล้วได้ไปชนกับตึก World Trade Center และ Pentagon สำหรับภาพยนตร์ชื่อ United 93 ก็คือชื่อสายการบินของเครื่องบินลำที่ 4 ที่สันนิษฐานกันว่าถูกจี้แต่ไปไม่ถึงเป้าหมายเนื่องจากการขัดขืนของผู้โดยสารที่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเกี่ยวพันกันแต่อย่างใด มาเป็นกลุ่มมิตรสหายที่กล้าเผชิญหน้ากับผู้การร้ายรวมไปถึงการขอสู้จนตัวตายเพื่อประเทศชาติและทุกสิ่งที่พวกเขารัก
ผู้กำกับ Paul Greengrass เลือก John Powell ผู้เคยร่วมงานกันใน The Bourne Supremacy (และ The Bourne Ultimatum ในปีถัดมา) มารับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบให้ โดยครั้งนี้ Powell ไม่ได้เลือกใช้การผสมเสียงสังเคราะห์เข้ากับดนตรีออเคสตร้าหนักเครื่องเหมือนที่คุ้นๆกันตอนที่ร่วมงานกับ Hans Zimmer (และคอมโพเซอร์ในเครือ) เพราะนี่คืองานดนตรีเน้นเสียงสังเคราะห์ + ดนตรี Ambient ที่มีทีเด็ดคือการเล่นเสียงดนตรีให้น้อยเข้าไว้แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกว่า ซึ่งนับว่าได้ผลทีเดียวกับหนังดราม่าบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้
เพลงแรกและเพลงที่แนะนำธีมหลักๆพอสังเขป Prayers กับการเปิดตัวจากความเงียบที่มีเพียงเสียงกระตุกอ่อนๆเป็นเพื่อนแล้วจึงตามดนตรีที่เนิ่บช้าและเสียงร้องคล้ายเทพยดาซึ่งฟังดูล่องลอยและหดหู่ในขณะเดียวกัน ต่อด้วยดนตรีระทึกเล็กๆน้อยๆพร้อมเสียงกังวานและบรรยากาศอันน่าสะพรึงเหมือนลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง
เพลงที่นำธีมอันน่าสะพรึงมาประยุกต์ใช้ Pull the Tapes ซึ่งเพลงนี้ฟังดูเหมือนจะมีทำนองหลักทำนองเดียวทั้งเพลง ทว่าแฝงไปด้วยลูกเล่นจากเสียงสังเคราะห์มากมายที่ทำให้จะทำให้คุณอึดอัดและขนลุกอย่างบอกไม่ถูก Take Off เครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้ากับดนตรีอารมณ์กลางๆฟังได้เรื่อยๆ แต่ก็ถึงรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจ
2nd Plane Crash วินาศกรรมสุดช็อคกับเสียงสังเคราะห์รัวๆคอยกระตุกหูที่ชวนให้ใจสั่นไม่ใช่น้อย พร้อมทั้งเสียงดนตรีลากยาวที่ช่วยยอกต้ำความรู้สึกหดหู่เข้าไปอีก Making the Bomb ธีมน่าสะพรึ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมดนตรีแนวตะวันออกกลาง คล้ายเสียงโหยหวนที่ไม่น่าอภิรมย์มากนัก
The Pilots เพลงสั้นๆกับเสียงสังเคราะห์รัวที่ (อาจ)ไม่รื่นหูนัก แต่ก็ส่งต่ออารมณ์ไปให้อีกเพลงในลักษณะคล้ายๆกันแต่ฟังดูยิ่งใหญ่กว่าอย่าง The Pentagon ได้อย่างดี
Phone Calls เพลงความยาวกว่า 10 นาทีนี้สื่อถึงฉากสำคัญที่ทั้งกินใจคลอน้ำตาและอึดอัด ในช่วง 3 นาทีแรกขณะที่ 7 นาทีหลังของเพลงคือดนตรีระทึกดีกรีอ่อนๆแต่ก็รู้สึกได้ถึงการเตรียมตัวสำหรับบางสิ่งบางอย่าง ทั้งนี้ตัวเพลงก็โดดเด่นไม่เบาในส่วนของการนำเสียงร้องซึ่งประยุกต์มาจากเพลง Prayers มาใช้ประกอบตอนต้นและท้ายเพลง
หลังจากทำใจกันได้แล้วก็มาสู้จนตัวตายในเพลง The End กับดนตรีแห่งความกล้าหาญปนโศกนาฏกรรมที่คอยเพิ่มดีกรีความเข้มข้นอย่างช้าๆแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง ยิ่งในส่วนของเสียงสังเคราะห์และเพอคัสชั่นแทบไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก และแน่นอนว่าเพลงนี้จบง่ายซะจนน่าใจหายไม่แพ้ตอนจบของเรื่องนี้เลยทีเดียว
Dedication เพลงไว้อาลัยแด่ผู้โดยสารทุกท่านของสายการบินนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจนคือเสียงร้องและดนตรีที่เปรียบได้กับอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของเพลง Prayers ในครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังสำหรับปิดอัลบั้มคือการเล่นเครื่องสายในท่วงทำนองที่สวยงามแต่ก็ชวนอาลัยอาวรณ์เป็นที่สุด โดยมีเสียงกระตุกประกอบเป็นระยะๆไป
หนึ่งในงานเพลงที่น่าจดจำที่สุดของ John Powell ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าเพลงเรื่องนี้ก็ฟังยากไม่แพ้กันการดูหนังเรื่องนี้กันเลย แต่ทั้งนี้ถ้าคุณเปิดใจยอมรับ คุณก็อาจซึมซับความรู้สึกบางอย่างผ่านบทเพลงเหล่านี้ได้อย่างไม่รู้ตัวครับ

Up2U
(Mp3 / 192 kbps)

Hans Zimmer – Sherlock Holmes

Posted in Hans Zimmer, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , , , , on 04/01/2010 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01. Discombobulate
02. Is It Poison, Nanny?
03. I Never Woke Up In Handcuffs Before
04. My Mind Rebels At Stagnation
05. Data, Data, Data
06. He’s Killed The Dog Again
07. Marital Sabotage
08. Not In Blood, But In Bond
09. Ah, Putrefaction
10. Panic, Shear Bloody Panic
11. Psychological Recovery… 6 Months
12. Catatonictes
iTunes Exclusive Bonus Track, Provided By ZahnmimreS
13. Holmes (Hans ‘n’ Guy Version)

นักสืบ Sherlock Holmes และคู่หู Dr. John Watson กลับมาแล้ว โดยคราวนี้เป็นการกลับมาบนโลกภาพยนตร์โดย Guy Ritchie ผู้กำกับที่ทำหนังได้มีลูกเล่นมากที่สุดคนหนึ่ง พร้อมดารานำอย่าง Robert Downey Jr, Jude Law, Rachel McAdams และ Mark Strong เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ Holmes และ Watson ต้องหยุดแผนการร้ายที่จะเป็นภัยต่ออังกฤษทั้งประเทศของ Lord ฺBlackwood ผู้อ้างตัวเป็นจอมขมังเวทย์ ทั้งนี้ Holmes ยังได้ Irene Adler ขวัญใจเก่าของเขาผู้มีความสามารถไม่ด้อยกว่ากันมาร่วมทีม แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้จะมีอะไรซ่อนเร้นมากกว่าที่เห็นอยู่หรือไม่?
นอกจากเรื่องราวการสืบสวนไขคดีชวนคิดตามและฉาก Action เอามันส์แต่พองาม แน่นอนว่าครั้งนี้เราจะได้เห็น Robert Downey Jr ในบท Sherlock Holmes ที่แตกต่างแต่ดูเข้าถึงง่ายและน่าจดจำมีเสน่ห์ไปอีกแบบ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นความท้าทายที่คอมโพเซอร์ Hans Zimmer ต้องสื่อออกมาให้ได้ในงานเพลงชิ้นนี้
ดนตรีประกอบเรื่องนี้ Hans Zimmer ได้เลือกใช้เครื่องสายซึ่งเน้นอคูสติคไวโอลินและเชลโล่ตามลำดับแล้วเติมเต็มความสมบูรณ์อีกหน่อยด้วยซินธิไซเซอร์ ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็นอคูสติคไวโอลิน? คำตอบก็คงพอเดากันได้จากเครื่องดนตรีที่ Holmes เล่นในเรื่องอยู่บ่อยๆนั่นเอง ทั้งนี้ Zimmer ยังใช้ลูกเล่นแปลกๆที่มากกว่าการสีไวโอลิน คือ การเคาะตัวเครื่องและการดีดสายไวโอลิน (เช่นเดียวกับการดีดอคูสติคกีตาร์) ซึ่งเสียงที่ได้ก็ดูจะเข้ากับหนังย้อนยุคไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
เปิดอัลบั้มมาด้วยที่เพลงจะทำให้คุณตื่นตัว Discombobulate กับดนตรีอารมณ์ขันซ่อนความชาญฉลาดและมีไหวพริบ แน่นอนว่านี่คือธีมของ Sherlock Holmes ที่สื่อภาพลักษณ์ของตัวละครในเวอร์ชั่นนี้ได้อย่างตรงตัว นี่คือหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มอย่างไม่ต้องสงสัย
Is It Poison, Nanny? ดนตรีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความไม่น่าไว้ใจซึ่งเสียงสังเคราะห์จากซินธิไซเซอร์สร้างความน่าสะพรึงให้กับเพลงได้อย่างดี I Never Woke Up In Handcuffs Before เพลงนี้ออกแนวหลุดโลกและบ้าบิ่นสุดๆไม่ว่าจะเป็นเพอคัสชั่นสุดวุ่นวายและโดยเฉพาะการสีไวโอลินที่บาดหูไม่ใช่เล่น
เพลงสองอารมณ์ My Mind Rebels At Stagnation เปิดตัวด้วยดนตรีฟังเพลินที่ประยุกต์จากธีมของ Holmes ในครึ่งแรก ขณะที่ครึ่งหลังเป็นดนตรีโทนหม่นซึ่งมีท่วงทำนองชวนติดหูใช่ย่อย He’s Killed The Dog Again ตลอดทั้งเพลงนี้คือความเงียบที่ค่อยเพิ่มดีกรีความมันส์และความน่าสะพรึงไปพร้อมๆกัน
Marital Sabotage เพลงเปิดเรื่องที่ใส่มาเพื่อต่อเนืองความมันส์ระทึกจากเพลงที่แล้วแบบเน้นๆ Not In Blood, But In Bond โซโล่ไวโอลินในช่วงต้นที่เนิ่บช้าและฟังดูแปลกๆนี้คือความหดหู่ปนหลอนที่คุณแทบรู้สึกได้ทันที
กลับมาฟื้นตัวพร้อมลุยกันต่อใน Panic, Shear Bloody Panic ที่ค่อยๆเปลี่ยนจากท่วงทำนองจากเสียงดีดและเสียงขูดเบาๆสู่ดนตรีประยุกต์จากธีมสุดเท่ห์
งานเพลงชิ้นเอกของอัลบั้ม Psychological Recovery… 6 Months ที่มีความยาวกว่า 18 นาทีนี้ คือ การรวมทุกองค์ประกอบของดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำธีมมาโลดแล่นในทำนองสนุกสนาน ดนตรีมันส์ๆสไตล์ Zimmer ดนตรีน่าสะพรึงจากเสียงเครื่องเป่า และดนตรีเนิ่บช้าจากเสียงเครื่องสายที่บาดใจไม่แพ้เพลงอื่นๆ ซึ่งชวนให้คุณลุ้นไปกับการหยุดยั้งแผนร้ายของ Lord Blackwood ครั้งนี้ได้แบบถึงอารมณ์จริงๆ
เพลงปิดอัลบั้ม Catatonictes กับดนตรีชวนผ่อนคลายที่ยังคงหยิบธีมมาบรรเลงเช่นเคย แต่ทีเด็ดของเพลงอยู่ที่การเพิ่มทำนองดนตรีที่เข้มข้นและทรงพลังในครึ่งหลัง ซึ่งบอกเป็นนัยว่าเรื่องราวการไขคดีของ Holmes ยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่!
แม้งานเพลงของ Sherlock Holmes จะไม่ยอดเยี่ยมเท่า Angels & Demons แต่ก็ดีมีเอกลักษณ์พอที่จะเป็นงานเพลงส่งท้ายปี 2009 ที่ Zimmer ได้พกความแปลกความเพี้ยนที่ไม่คาดไม่ฝันว่าจะได้เจอในงานของเขาบ่อยนัก (อย่างมากก็หลังจากเพลง Why So Serious? ใน The Dark Knight และ Multiple Jack ใน POTC 3) และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ดนตรีประกอบตามธรรมเนียมหนังใหญ่ทั่วๆไป แหม…ถ้าหนังมันแนวขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้ Score แนวตามไปด้วยได้อย่างไรกัน!
สุดท้ายนี้ผมก็ได้แถมเพลงพิเศษ Holmes (Hans ‘n’ Guy Version) ซึ่งก็คือเพลงธีมของ Holmes อีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ Soft ลงมาหน่อยซึ่งก็ฟังดูดีไปอีกแบบครับ

Up2U
(Mp3 / 192 kbps, Except “(Hans ‘n’ Guy Version)” : 320 kbps)

Angelo Badalamenti – Twin Peaks: Season Two Music and More

Posted in Angelo Badalamenti, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on 30/12/2009 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01 Love Theme Intro
02 Shelly
03 New Shoes
04 High School Swing
05 Hayward Boogie
06 Blue Frank
07 Audrey’s Prayer
08 I’m Hurt Bad
09 Cop Beat
10 Harold’s Theme
11 Barbershop
12 Night Bells
13 Just You *
14 Drug Deal Blues
15 Audrey
16 Josie and Truman
17 Hook Rug Dance
18 Packard’s Vibration
19 Half Heart
20 Laura’s Dark Boogie
21 Dark Mood Woods, The Red Room
22 Love Theme Farewell
Bonus Tracks Provided By ZahnmimreS
23 The World Spins +
24 Rockin’ Back Inside My Heart +
* Performed By James Marshall, Sheryl Lee & Lara Flynn Boyle
+ Performed By Julee Cruise

ความสำเร็จของซีรี่ย์ส Twin Peaks จากซีซั่นแรกที่มีเพียง 8 ตอน สู่ซีซั่นที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 22 ตอน ขณะที่อัลบั้มแรกเป็นแค่การรวมเพลงจากซีซั่นแรกเท่านั้น แล้วที่เพลงเหลือในซีซั่น 2 หายไปไหน? และแล้วในปี 2007 นี้เองที่อัลบั้มนี้ได้วางจำหน่ายให้แฟนๆได้เก็บสะสมพร้อมร่วมรำลึกและสุนทรีย์ไปกับบทเพลงที่เหลือในซีซั่นที่ 2 กันเสียที
Angelo Badalamenti กลับมาพร้อม Score ที่เต็มไปด้วยความเป็นดนตรี Jazz พร้อมความหลอนอันมีเอกลักษณ์ที่คุ้นเคย แล้วอัลบั้มนี้จะมีอะไรใหม่ๆ เราลองมาดูกัน
เปิดตัวด้วยความลึกลับภายใต้ความเงียบ Love Theme Intro ด้วยดนตรีลอยๆเหมือนสายลมพัดผ่านอ่อนๆ คั่นด้วยบททักทายเล็กๆน้อยๆจาก David Lynch ก่อนที่จะเข้าสู่ในส่วนของโซโล่เปียโนที่นำไปสู่ดนตรีประยุกต์จากอัลบั้มซีซั่นแรกที่โดดเด่นอย่างมากในส่วนของ Laura Palmer’s Theme ให้ผู้ฟังได้ระลึกความหลังกันก่อน
ถ้าเพลงที่แล้วอาจฟังดูเรื่อยเปื่อยแถมยาวเกินควรสำหรับคุณ คราวนี้มาเข้าสู่เพลงจริงๆกันดีกว่ากับ Shelly เพลงนี้คือความน่ารักและสวยงามที่ค่อยๆเพิ่มความสดใสขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำนองเพลงนี้แอบมีกลิ่นอายของ Questions In A World of Blue แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ฟังดูสดใสกว่า High School Swing เพลงที่พกความสนุกสนานเพลิดเพลินมาให้ฟังกันอย่างเต็มอิ่ม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม
Hayward Boogie โดดเด่นอย่างยิ่งในส่วนของการเล่นเปียโนที่สนุกหลุดโลก ซึ่งผลให้เป็นเพลงที่ฟังเอาเพลินได้อย่างดีจริงๆ Blue Frank ฟังดูทั้งพิลึกและซาบซ่าไปกับเสียงกีตาร์ซึ่งทำให้นึกถึงเพลง The Pink Room ในอัลบั้ม Fire Walk With Me แต่เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ใกล้เคียง
Audrey’s Prayer เพลงที่เสียงคีย์บอร์ดสามารถส่งมอบอารมณ์ที่แสนจะอ่อนโยนและโรแมนติกสู่ผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม Harold’s Theme ส่วนผสมของกีตาร์และคีย์บอร์ดที่กลายเป็นความงดงามปนหลอนเพื่อสื่อถึง Harold Smith ผู้ลึกลับและน่าสงสาร
Night Bells เพลงที่หลุดโลกอย่างบอกไม่ถูกกับเสียงกีตาร์ที่แนวได้ใจ Just You เพลงรักฟังง่ายจากตอนหนึ่งของซีรี่ย์สโดยตรง ซึ่ง Sheryl Lee และ Lara Flynn Boyle ผู้รับบท Maddy Ferguson (ญาติฝาแฝด Laura) และ Donna Hayward ตามลำดับเป็นผู้ร้องเพลง ขณะที่กีตาร์เล่นโดย James Marshall ผู้รับบท James Hurley
Drug Deal Blues เพลงจังหวะเร็ว ที่ขับเคลื่อนความมันส์แบบเต็มเหนี่ยวไปกับเสียงกีตาร์ ซึ่งถือว่าแหวกแนวจริงๆเมื่อเทียบกับดนตรีประกอบส่วนใหญ่ของซีรี่ย์ส (และตัวหนัง) Josie And Truman ความรักของทั้งคู่คืออีกหนึ่งส่วนที่สำคัญของซีซั่นขณะที่ตัวดนตรีก็สื่อถึงความโรแมนติกผ่านเครื่องเป่าได้ดีเช่นเคย
Hook Rug Dance ฟังลื่นไหล เพลิดเพลิน สนุกสนาน และชวนเต้นเป็นที่สุด Half Heart เพลงนี้ใช้ท่วงทำนองเดียวเกือบทั้งเพลงโดยค่อยๆปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดีมันช่างฟังดูโรแมนติกเสียจริงๆ
Laura’s Dark Boogie และ Dark Mood Woods, The Red Room คือ เพลงที่หม่นมืดและหลอนจับใจสไตล์ถนัดของ Badalamenti ซึ่งตลอด 9 นาทีของเพลงหลังอาจไม่ใช่ความรื่นรมของผู้ฟังมากนัก ทั้งนี้เพลงหลังก็ยังส่งต่ออารมณ์ไปให้เพลงปิดอัลบั้มอย่าง Love Theme Farewell โดยในเพลงนี้ค่อยเปลี่ยนความหลอนมาเป็นความเศร้ากับอีกเวอร์ชั่นของ Laura Palmer’s Theme ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีเสมอต้นเสมอปลายกับเพลงแรก
อัลบั้มนี้อาจไม่ขลังและคลาสสิคเท่าสองอัลบั้มก่อนหน้านี้ของ Twin Peaks แต่ก็ยังคงยอดเยี่ยมสำหรับงานเพลงของ Badalamenti ชิ้นนี้และสามารถสนองความต้องการแฟนเดนตายของซีรี่ย์สนี้ได้อย่างดีทีเดียว
สุดท้ายนี้ผมก็ขอแถมอีก 2 เพลงของ Julee Cruise ซึ่งรับบทเป็นนักร้องรับเชิญอีกครั้งในซีซั่นที่ 2 ของซีรี่ย์ส ได้แก่ The World Spins เพลงที่มีท่วงทำนองเศร้าสร้อยแต่ก็ฟังดูไพเราะและโรแมนติกไปอีกแบบ และ Rockin’ Back Inside My Heart บทพิสูจน์ที่ว่าเสียงร้องแบบล่องลอยของ Cruise ก็สามารถเข้ากับดนตรีทำนองสนุกสนานเฮฮาได้เช่นกัน

Part 1
Part 2
(Mp3 / 192 kbps)

Angelo Badalamenti – Twin Peaks: Fire Walk With Me

Posted in Angelo Badalamenti, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , on 29/12/2009 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01 Theme From Twin Peaks: Fire Walk With Me
02 The Pine Float
03 Sycamore Trees
Vocal by Jimmy Scott
04 Don’t Do Anything (I Wouldn’t Do)
05 A Real Indication
Vocal by Angelo Badalamenti
06 Questions In A World Of Blue
Vocal by Julee Cruise
07 The Pink Room
08 The Black Dog Runs At Night
Vocal by Angelo Badalamenti
09 Best Friends
10 Moving Through Time
11 Montage From Twin Peaks (Girl Talk/Birds In Hell/Laura Palmer’s Theme/Falling)
12 The Voice Of Love

ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนที่ Laura Palmer จะถูกฆาตกรรม หรือพูดง่ายๆคือเป็น Prequel ของภาคซีรี่ย์สที่ผู้ชมจะได้ไปรู้จักชีวิตผู้คนในเมือง Twin Peaks มากขึ้น เสมือนการปูเรื่องที่ขาดหายไปในซีรี่ย์ส ทั้งนี้ยังมีเรื่องราวของคดี Teresa Banks ที่ภาคซีรี่ย์สเคยกล่าวถึงรวมไปถึงเรื่องราวในสำนักงานใหญ่ FBI ก่อนที่เจ้าหน้าที่ Dale Cooper จะมาสืบคดีฆาตกรรมในเมือง Twin Peaks
Angelo Badalamenti ยังคงเป็นคอมโพเซอร์ขาประจำหนังของ David Lynch ในเรื่องนี้เพียงแต่คราวนี้ Lynch ได้มีส่วนร่วมเล็กๆน้อยๆในการเติมแต่งดนตรีบางส่วน และแน่นอนว่าองค์ประกอบทางดนตรีของ Badalamenti ครั้งนี้ยังคงคล้ายคลึงกับซีรี่ย์สยกเว้นดีกรีความหม่นและความเพี้ยนที่มีมากกว่าซีรี่ย์สอีกเป็นกอง
Theme For Twin Peaks: Fire Walk With Me ดนตรีนุ่มๆอารมณ์ Jazz แต่รอบล้อมไปด้วยความหมองซึ่งโดดเด่นอย่างยิ่งในส่วนของเครื่องเป่า The Pine Float ต่อเนื่องความเป็น Jazz ในท่วงทำนองที่ฟังเพลินและสนุกสนาน
Sycamore Trees เพลงที่ Badalamenti ได้มีโอกาสร่วมงานกับ Jimmy Scott นักร้องเพลง Jazz คนดัง (ผู้เคยปรากฏตัวในตอนหนึ่งของซีรี่ยสด้วย) ซึ่งเพิ่มโทนมืดให้แก่อัลบั้มได้อย่างดีเยี่ยม Don’t Do Anything (I Wouldn’t Do) ดนตรี Jazz ฟังสบายๆไร้พิษสงที่ชวนฟังเพลินไม่ใช่เล่น
A Real Indication เพลงสุดเพี้ยนที่มาพร้อมเสียงร้อง (หรือเสียงเล่าบรรยาย) ซึ่งไม่ใช่จากใครที่ไหน นั่นคือ Badalamenti เอง ซึ่งบอกได้เลยว่าแกใส่อารมณ์ได้โอเวอร์และถึงใจจริงๆ Questions In A World of Blue อีกหนึ่งงานเพลงคุณภาพจากการร่วมมือกันของ Julee Cruise และ Badalamenti ซึ่งดนตรีและเสียงร้องพร้อมเนื้อหาโดนๆของเพลงเรียกอารมณ์โศกเศร้าสู่ผู้ฟังได้อย่างดี เช่นเดียวกับความรู้สึกของ Laura ในฉากที่ Cruise ร้องเพลงนี้ในเรื่อง
The Pink Room หม่นมืด พิลึก และเย้ายวน โดยเฉพาะในส่วนของกีตาร์ The Black Dog Runs At Night โอบล้อมผู้ฟังด้วยดนตรีโทนมืดและเสียงร้องสุดพิลึก ซึ่งรวมไปถึงเสียงโทนต่ำของ Badalamenti ที่แทรกเข้ามาตอกย้ำบรรยากาศของเพลงเข้าไปอีก
Best Friends สวยงามและซาบซึ้งไปกับเสียงเปียโน Moving Through Time ดนตรี Jazz ฟังสบายแต่แฝงอารมณ์อันลึกลับที่โดดเด่นอย่างยิ่งในส่วนเสียงเปียโนไม่แพ้เพลงที่แล้ว
Montage From Twin Peaks เพลงที่รวมดนตรีหลากอารมณ์ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนซึ่งรวมไปถึงดนตรีบางส่วนจาก Laura Palmer’s Theme และ Twin Peaks Theme ปิดอัลบั้มด้วย The Voice of Love กับดนตรีสะเทือนอารมณ์ โดยเฉพาะเสียงดนตรีแห่งความอ่อนโยนปนเศร้าที่กดดันผู้ฟังแบบสุดๆ ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังคงทราบว่าเพลงนี้เข้ากับกับฉากห้องสีแดงตอนท้ายเรื่องอย่างบอกไม่ถูก
สำหรับใครที่เป็นแฟนซีรี่ย์สหรือชอบเพลงหนัง David Lynch ของ Angelo Badalamenti ก็ไม่ต้องสงสัยว่านี่คืออัลบั้มที่ไม่ฟังไม่ได้จริงๆครับ

Ulbuzz
(Mp3 / 192 kbps)

Angelo Badalamenti – Twin Peaks

Posted in Angelo Badalamenti, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on 29/12/2009 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01 Twin Peaks Theme (Instrumental)
02 Laura Palmer’s Theme (Instrumental)
03 Audrey’s Dance (Instrumental)
04 The Nightingale *
05 Freshly Squeezed (Instrumental)
06 The Bookhouse Boys (Instrumental)
07 Into The Night *
08 Night Life In Twin Peaks (Instrumental)
09 Dance Of The Dream Man (Instrumental)
10 Love Theme From Twin Peaks (Instrumental)
11 Falling *
* Performed By Julee Cruise

ซีรี่ย์สแนวดราม่าสืบสวนสุดฮิตในอดีตซึ่งเป็นผลงานการร่วมมือกันของ David Lynch และ Mark Frost เนื้อหาหลักๆของซีรี่ย์สเกี่ยวกับการไขคดีการตายอย่างลึกลับของ Laura Palmer หญิงสาววัยรุ่นในเมือง Twin Peaks ที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายและสงบสุข โดยนายอำเภอ Harry Truman ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ FBI Dale Cooper ผู้เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ และเมื่อเริ่มสืบหาตัวฆาตกรไปเรื่อยๆ ทำให้ Cooper ได้พบเงื่อนงำบางอย่างอันน่ากลัวและเหลือเชื่อซึ่งบอกเขาว่าเมืองนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่ชั่วร้ายซ่อนอยู่
สำหรับซีรี่ย์สชุดนี้มีทั้งหมด 2 ซีซั่นพร้อมมูฟวี่อีกหนึ่งภาค ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จของซีรี่ย์สได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเพี้ยน” ของตัวละครและสถานการณ์ซึ่งเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของผู้กำกับ David Lynch กับผลงานเรื่องต่อๆมาของเขา ทั้งนี้ซีรี่ย์สยังทำให้นักแสดงหลายคนไม่ว่าจะเป็น Kyle MacLachlan, Lara Flynn Boyle, Sherilyn Fenn, Madchen Amick (เป็นอาทิ) กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านบทบาทตัวละครที่มีเสน่ห์จนยากจะลืมเลือน
สำหรับในส่วนของดนตรีประกอบก็ได้ Angelo Badalamenti คอมโพเซอร์คู่บุญแต่ไหนแต่ไรของ David Lynch มารับหน้าที่แต่งเสริมเติม “ความเพี้ยน” และความหม่นมืดให้แก่ซีรี่ย์สผ่านดนตรีแนว Jazz และการใช้ประโยชน์จากคีย์บอร์ดที่เขาถนัด แน่นอนว่าเอกลักษณ์ของ Badalamenti คือการใช้ดนตรีน้อยชิ้นแต่ได้ผลลัพธ์ดีเหลือหลายรวมถึงดนตรีหลอนๆที่เขาแต่งออกมาได้น่าสะพรึงไม่ใช่เล่น
Twin Peaks Theme เพลงเปิดซีรี่ย์สเวอร์ชั่นเต็ม (ซีรี่ย์สตัดเหลือนาทีกว่า) กับเสียง “ตั่มตั๊ม” โทนต่ำที่ไม่มีใครเหมือนพร้อมดนตรีรื่นหูตั้งแต่ต้นจนจบเพลง Laura Palmer’s Theme เริ่มต้นด้วยดนตรีสุดหม่นเกินจะบรรยาย แล้วตามด้วยท่อนเปียโนในทำนองไว้อาลัยแด่หญิงสาวผู้เป็นเหยื่อฆาตกรรมคนนี้ได้อย่างถึงอารมณ์
เปลี่ยนอารมณ์เข้าสู่ความเพี้ยนและความแปลกกันใน Audrey’s Dance ที่ฟังก็รู้ว่ามีกลิ่นอายความเป็น Jazz ขนาดไหน ทั้งนี้ตัวเพลงก็ยังฟังดูเย้ายวนและลึกลับในขณะเดียวกัน แล้วมาต่อเนื่องความเป็น Jazz ต่อกับ Freshly Squeezed ที่ยังคงฟังดูพิลึกแต่ก็แฝงอารมณ์ขันนิด โดยจุดเด่นของเพลงอยู่ที่การเล่นเสียงเคาะและดีดนิ้วประกอบกัน
The Bookhouse Boys ส่วนผสมของสามเพลงที่ผ่านมาพร้อมดนตรีจังหวะเร็วที่เดาทางกันแทบไม่ถูก Night Life In Twin Peaks เพลงยามราตรีที่ชวนขนลุกเป็นที่สุดโดยไม่มีท่อนให้สะดุ้งกัน หากแต่เป็นดนตรีที่ฟังแล้วชวนอึดอัดตาม
Dance of The Dream Man กลับสู่ความเป็น Jazz อีกครั้งกับเพลงประกอบหนึ่งในฉากเด่นของเรื่องที่ยังคงความพิลึกไม่เปลี่ยนแปลง Love Theme From Twin Peaks เปรียบเสมือน Laura Palmer’s Theme ในอีกอารมณ์หนึ่งโดยยังคงซึ่งทำนองเดิมแต่ปรับเปลี่ยนเครื่องดนตรีให้ฟังดูอ่อนหวานและโรแมนติกสมกับชื่อเพลง
อีกส่วนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเพลงร้องซึ่งเป็นการร่วมมือกันของนักร้องสาว Julee Cruise ผู้มีเสียงร้องที่ล่องลอยดั่งอากาศธาตุ (ซึ่งเธอปรากฏตัวในบางตอนของซีรี่ย์สอีกด้วย) และแน่นอน Angelo Badalamenti ผู้รับผิดชอบในส่วนดนตรี โดยอัลบั้มนี้มีทั้งหมด 3 เพลง คือ The Nightingale, Into The Night และ Falling ซึ่งเพลงหลังนำดนตรีมาจาก Twin Peaks Theme โดยตรง เมื่อฟังไปฟังมาทั้ง 3 เพลงก็เป็นเพลงฟังสบายพร้อมความหมายที่แสนจะโรแมนติกซึ่งเสริมอารมณ์ในส่วนนี้ให้ทั้งอัลบั้มและซีรี่ย์สได้อย่างดี
นี่คืออัลบั้มที่เหมาะสำหรับสำหรับคอเพลง Jazz, แฟนๆซีรี่ย์สเรื่องนี้ และใครที่ชอบงานเพลงของ Angelo Badalamenti ไม่ควรพลาดงานเพลงดีๆในอดีตของอัลบั้มนี้อย่างยิ่ง

Upload-Thai
(Mp3 / 192 kbps)

Watch “Falling” Music Video Click Here

Hans Zimmer & Heitor Pereira – It’s Complicated

Posted in Hans Zimmer, Heitor Pereira, Soundtrack Reviews ด้วยแท็ก , , , , , , , on 28/12/2009 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Tracklist
01 It’s Complicated
02 The Original Five
03 Interrupted Kiss
04 Isight Surprise
05 How Much I Like You
06 No Regrets

ภาพยนตร์โรแมนติกเบาสมองอีกเรื่องของผู้กำกับ Nancy Meyers ซึ่งรวมดารานำรุ่นเก๋าไม่ว่าจะเป็น Alec Baldwin, Meryl Streep และ Steve Martin โดยเรื่องดนตรีประกอบยังคงใช้บริการคอมโพเซอร์ Hans Zimmer อีกเช่นเคย เพียงแต่ Score ของ Zimmer คราวนี้อาจไม่มีบทบาทมากมายเท่า The Holiday รวมถึงองค์ประกอบทางดนตรีที่ลดลง (อันเนื่องจากการตัดสินใจของผู้กำกับ) ดังนั้นในอัลบั้มจึงมีเพลงมาให้ฟังกันเพียง 6 เพลง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อัลบั้มนี้ไม่มีจำหน่ายเป็น CD หากแต่เป็นการจำหน่ายแบบ Digital Release ให้โหลดมาฟังกันเท่านั้น อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ Zimmer ก็ยังได้มือกีตาร์ประจำของเขาอย่าง Heitor Pereira มาช่วยแต่งดนตรีประกอบ ซึ่งบอกไว้ ณ ที่นี่ได้เลยว่ากีตาร์คือเครื่องดนตรีหลักอีกชิ้นของงานเพลงนี้
เพลงเด่นๆในอัลบั้มได้แก่ It’s Complicated เพลงรวมธีมอารมณ์ดีที่โดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์อย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกันเปียโนและเครื่องสายที่เล่นในจังหวะเร็วก็ช่วยประคองอารมณ์เพลงให้ฟังเพลินได้อย่างดี The Original Five โลดแล่นด้วยธีมหลักในทำนองเพลงช้าทั้งเหงาๆและสดใสคละกันไป
Interrupted Kiss เพลงอารมณ์ขันที่มีลักษณะเด่นคือเครื่องเป่าปนเครื่องเคาะและการหยุดเล่นเพลงแบบฉับพลัน No Regrets เปรียบเสมือนการบรรเลงแบบช้าๆในทำนองตรงกันข้ามกับ It’s Complicated ซึ่งแน่นอนว่าเพลงนี้ปิดท้ายกันด้วยเสียงกีตาร์ ทั้งนี้ตัวเพลงก็ได้เน้นดีกรีความซาบซึ้งมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโซโล่เปียโนและเครื่องสาย
สรุป
อัลบั้มสั้นๆของ Zimmer และมือกีตาร์ในครั้งนี้เรียกได้ว่าฟังเพลินๆเอาความโรแมนติกได้แบบง่ายๆ แต่ถ้าให้เทียบกับผลงานก่อนหน้าใน The Holiday ขอบอกเรื่องหลังฟังดูติดหูและมีความหลากหลายกว่าเยอะครับ

Upload-Thai
(Mp3 / ไฟล์ต้นฉบับ 320 kbps)

คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ Hans Zimmer เกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรีประกอบ Sherlock Holmes

Posted in ZahnmimreS Would Like To Present ... ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , , , , on 28/12/2009 by ZahnmimreS (CTU From Imeem)

Sherlock Holmes Exclusive Interview with Hans Zimmer from C Music TV

คลิปพิเศษของนักดนตรีทั้งสองที่ได้มาพบปะพูดคุยและร่วมงานกับ Hans Zimmer ครับ

Tina Guo:
Cello Soloist for Hans Zimmer’s Score for Sherlock Holmes

Diego Stocco:
Hans Zimmer and Diego Stocco talk about the Experibass on Sherlock Holmes’ score

Track Preview

01 – Discombobulate

Source: Youtube